บทบาทสำคัญนักเก็งกำไร ผู้รับความเสี่ยงตลาดล่วงหน้า
ทุกวันนี้ เราดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้ความความเสี่ยงและไม่แน่นอนครับ จนสามารถกล่าวได้ว่า."ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน และ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน" สำหรับหลายคนอาจยังสับสนว่า ความไม่แน่นอนนั้นแตกต่างไปจากความเสี่ยงอย่างไร ผมขออธิบายดังนี้ครับว่า ความเสี่ยงนั้นเกิดจากความไม่แน่นอน แต่ ความไม่แน่นอนไม่จำเป็นที่จะทำให้เกิดความเสี่ยง ตัวอย่างของความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น ผลการแข่งฟุตบอลในศึกวันแดงเดือด (ระหว่าง แมนยู-ลิเวอร์พูล) ฟุตบอลมันก็ลูกกลม ๆ อะไรล้วนเกิดขึ้นได้ ความไม่แน่นอนในผลการแข่งขันนั้นนี้ (ไม่ว่าจะเป็นจะชนะกันกี่ลูก หรือ ผลจะออกมาแพ้ ชนะ หรือ เสมอ) ล้วนก่อให้เกิดความเสี่ยงกับเงินในกระเป๋าของนักพนันที่ได้เล่นพนันผลฟุตบอลคู่นี้ แต่สำหรับผมซึ่งส่วนตัวไม่ชอบดูฟุตบอลอังกฤษนั้น ความไม่แน่นอนของผลการแข่งขันระหว่าง แมนยู กับ ลิเวอร์พูล ก็ถือเป็นเพียงความไม่แน่นอนธรรมดา ๆ เท่านั้น
ทำนองเดียวกันกับ การเปลี่ยนแปลงขึ้น ๆ ลง ๆ ของราคาสินค้า เช่น ทองคำ หรือ ยางพารา สำหรับบางคนอาจเห็นว่าไม่มีอะไร ทองจะขึ้นก็ขึ้นไป ยางพาราจะตกต่ำยังไรก็ตกไป ฉันไม่เกี่ยวอยู่แล้ว แต่ สำหรับ ผู้ชายที่กำลังจะแต่งงาน (ต้องซื้อทองไว้เป็นสินสอด) หรือ ชาวสวนยางพารา (ต้องกรีดยางขาย) ความไม่แน่นอนในรูปแบบของความผันผวนของราคาทองคำ และ ยางพารานั้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อ เงินในกระเป๋าของเจ้าบ่าวในอนาคตคนนี้ และ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อรายได้ของชาวสวนยางผู้นี้โดยตรง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาสินค้าดังที่กล่าวมานี้ มีชื่อว่า ความเสี่ยงด้านราคา หรือ Price Risk ครับ
ความเสี่ยงด้านราคานั้น เกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาสินค้า กล่าวคือ เกิดจากการที่ราคาสินค้าปรับตัวขึ้น-ลงอย่างมากและรวดเร็ว จนทำให้บางครั้ง ผู้ผลิต หรือ ผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถวางแผนการผลิต หรือ วางแผนการค้าของตน ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที ความเสี่ยงนี้อาจทำให้กำไรหรือรายได้ของผู้ประกอบการผู้นี้ลดน้อยลง หรือ อาจทำให้ขาดทุนจนต้องปิดกิจการไปเลยก็ได้ ความเสี่ยงนี้เอง ทำให้เกิดความจำเป็นในการมีเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงขึ้น เช่น กระบวนการซื้อขายล่วงหน้า (Futures Trading) ผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Futures Market เช่น CBOT CME TOCOM TFEX หรือ AFET) ซึ่งในปัจจุบันราคาตลาดโลกของสินค้าที่สำคัญล้วนถูกกำหนดมาจากกระบวนการซื้อขายล่วงหน้า (Futures Trading) ในตลาดล่วงหน้าแทบทั้งสิ้น (อ่านรายละเอียดจากตอนที่แล้วนะครับ)
แทบทุกครั้งครับ หากจะมีการถามหาต้นเหตุของความผันผวนของราคาสินค้าไม่ว่าจะเป็นสินค้าชนิดใด จำเลยสำคัญที่หนีไม่พ้น โดนโยนความผิดว่าเป็นเหตุของความผันผวนของราคา คือ การเก็งกำไร (Speculation) และ นักเก็งกำไร (Speculator) ทั้ง ๆ ที่ Speculator เป็นเพียง ผู้ที่เข้ามาขอเก็งกำไรในตลาด เพื่อทำกำไร โดยอาศัยความสามารถของในการคาดคะเนการเคลื่อนไหวของราคาเท่านั้น (เช่น เข้าซื้อเพื่อเห็นว่าราคาสินค้าน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น และ เข้าขายหากเห็นว่าราคาสินค้าจะปรับตัวลดลง) บุคคลที่สมควรโดนประณาม และถูกจับติดคุก ได้แก่ บุคคลที่ทำกำไรโดยการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เช่น การใช้ข้อมูลภายใน การปล่อยข่าวลือ หรือ การกักตุนสินค้าแล้วปั่นราคา มากกว่า
Speculator อาจจะมีชื่อเสียงที่ไม่ดีในสายตาบางคนครับ (เพราะชอบถูกยัดเยียดความผิด) แต่ในความเป็นจริงแล้ว Speculator มีบทบาทที่สำคัญมาก ในการกระบวนการซื้อขายล่วงหน้า (Futures Trading) โดยทำหน้ารับความเสี่ยง จาก ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าชนิดนั้น (หรือที่เรียกกันว่า Hedger อย่างกรณียางพารา ผู้ประกอบการ เช่น ชาวสวนยาง ผู้แปรรูปยาง โรงงานยาง ผู้ส่งออกยาง เป็นต้น) เพราะ หากตลาดไม่มี Speculator และ มีแต่พวก Hedger เท่านั้น Hedger ก็ต้องซื้อขายกันเอง (จำนวน Hedger อาจมีอยู่เป็นจำนวนหนึ่งครับ แต่จะเทียบไม่ได้กับจำนวนของSpeculator ที่มีอยู่เป็นแสนเป็นล้านทั่วโลก) โรงงาน A ต้องการขายยางล่วงหน้า (Short Rubber Futures) ก็ต้องรอ Order กลุ่มผู้ส่งออก ซึ่งอาจต้องรอเป็นเวลานานกว่าจะตกลงราคากันได้ (ผู้ส่งออกอาจไปทัวร์ยุโรปอยู่ จึงไม่ทันเห็น Order ของ โรงงาน A)
ในทางตรงกันข้าม หากมีพวก Speculator อยู่ในตลาด Speculator นี้อาจรับซื้อยางจากโรงงาน A นี้ก่อน ถือไว้วันสองวัน แล้วค่อยขายต่อผู้ส่งออก (หลังกลับมาจากทัวร์ยุโรปแล้ว) Speculator นี้ทำหน้าที่เป็นน้ำมันหล่อลื่นให้ตลาด (ทำการซื้อมาขายไป หรือ ขายมาแล้วก็ซื้อไป) ช่วยให้ Rubber Futures นี้ ซื้อง่าย ขายคล่อง หรือ ที่เรียกว่าช่วยให้การซื้อขายมีสภาพคล่อง (หรือ Liquidity) นั้นเอง โดยสิ่งเดียวที่ Speculator ต้องการเป็นการตอบแทนนั้น คือ กำไร พวกนี้จึงจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการซื้อขายในช่วงเดือนที่ครบกำหนดส่งมอบ (Delivery Month) เพราะกลัวที่จะต้องไปรับมอบ-ส่งมอบ สินค้าจริง (ต้องการเงินเท่านั้น ไม่ต้องการสินค้า) ทำให้สัญญาที่อยู่ในช่วงเดือนที่ครบกำหนดส่งมอบมักมีสภาพคล่องต่ำ เพราะผู้ถือสัญญาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการส่งมอบ-รับมอบสินค้าจริง ๆ เท่านั้น
นอกจากนี้ Speculator ยังช่วยเพิ่มความข่าวสารให้กับตลาด กล่าวคือ หากมีผู้มีสนใจเข้าซื้อขายสินค้าล่วงหน้ากันเยอะ ๆ ข่าวทั้งทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ และ โทรทัศน์ก็จะหันมารายงานราคาข้อมูลการซื้อขายล่วงหน้ากันมากขึ้น (เมื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตน) รวมทั้งจะมีการรายงาน ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับราคาซื้อขายล่วงหน้ากันมากขึ้น เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ ต้นทุนการผลิต นโยบายรัฐ อีกทั้ง ก็จะมีบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ออกมารายงานสู่สาธารณะชนมากขึ้น (เปรียบจากก่อนหน้านี้ ราคาสินค้าอาจถูกกำหนดจากผู้คนไม่กี่ราย เพราะข้อมูลข่าวสารมักถูกจำกัดเฉพาะกลุ่มคนในวงการ) ฉะนั้น การมีความข่าวสารมากขึ้น ผู้ซื้อ-ผู้ขายในตลาดก็จะสามารถตัดสินใจขายสินค้าของตนได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ตลาดเมื่อมีข่าวสารเข้ามามากก็จะสามารถทำหน้าที่การค้นหาราคา (Price Discovery) ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ระบบการซื้อขายสินค้าโดยรวมทั้งระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งตลาดซื้อขายล่วงหน้าทั่วโลกครับ (ตัวอย่างของข่าวสารเกี่ยวกับการซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรในประเทศไทย สามารถติดตามดูได้จากเว็บไซต์ของ AFET www.afet.or.th นะครับ)


แหล่งเผยแพร่: -