AFET 
หน้าแรก 
หน้าแรก>ข่าวสาร ความรู้>การเรียนรู้>บทความ
บทความ
 

ชาวสวน ชาวไล่ในตลาดลงทุน

ผู้เขียน: ฝ่ายวิจัยและพัฒนา AFET
แหล่งเผยแพร่: หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน 18 พฤศจิกายน 2552

 

 

หลายครั้งที่มีคนตั้งคำถามว่า ลงทุนอย่างไรให้ได้กำไร คำตอบแบบกำปั้นทุบดินเลยก็คือ ซื้อถูก ขายแพง ส่วนวิธีการนั้นขึ้นอยู่ว่าคุณชอบเป็น “ชาวสวน หรือ ชาวไล่” สำหรับบทความวันนี้มีตัวอย่างของชาวสวนและชาวไล่ที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน โดยเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์และตลาดซื้อขายล่วงหน้า รวมถึงเคล็ดลับการลงทุนที่เข้าใจง่ายมาฝาก

เริ่มต้นด้วยตัวอย่างชาวสวนผู้โด่งดังในตลาดลงทุน คงหนีไม่พ้น วอเรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนเจ้าใหญ่ของอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ "Contrarian Strategies" (กลยุทธ์การลงทุนแบบสวนตลาด) ส่วนมากนักลงทุนในตลาดหุ้นทั่วไป จะซื้อเมื่อมีข่าวดี และขายเมื่อมีข่าวร้าย แต่วอเรนจะซื้อเมื่อมีข่าวร้าย และขายเมื่อมีข่าวดี แต่ก็ใช่ว่าใช้กลยุทธ์สวนตลาดแล้วจะรวยกันทุกคน เพราะวอเรนไม่ได้ใช้กลยุทธ์สวนตลาดแบบธรรมดา แต่ว่าเป็นแบบ "Selective Contrarian Investment" (การลงทุนสวนตลาดแบบคัดสรร) โดยวอเรนแนะนำให้ซื้อเมื่อบริษัทนั้นมีการได้เปรียบและมั่นคงในการแข่งขันทางธุรกิจ และที่สำคัญ คือ ราคาถูกว่ามูลค่าที่แท้จริง (undervalues) ซึ่งมักเกิดขึ้นในยามที่ตลาดเต็มไปด้วยข่าวร้าย แต่มีข้อควรระวัง คือ จะต้องสวนให้ถูกที่ ถูกเวลา เพราะไม่เช่นนั้นอาจต้องกินน้ำตาแทนกำไร

นอกจากชาวสวนแล้ว ในตลาดลงทุนยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ “ชาวไล่” ผู้ไล่ล่าหากำไรจากการลงทุนเพียงช่วงสั้นๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ บรรดากองทุนเก็งกำไรและนักลงทุนที่ค้นหาหุ้นเด็ดรายวัน โดยกลยุทธ์ของชาวไล่คือ การไล่จับจังหวะอารมณ์ตลาด โดยมีพื้นฐานจากแนวคิดที่ว่า พฤติกรรมกลุ่มนั้นมีพลังมหาศาล ไม่ซับซ้อนแต่ซ้ำซาก อันเป็นที่มาของ “การวิเคราะห์ทางเทคนิค” (Technical Analysis) อย่างไรก็ตามการจะเป็นชาวไล่ก็มีข้อควรระวัง คือ อย่าตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ตลาด ไล่ซื้อจน overvalues และจบลงด้วยการนั่งหนาวอยู่บนดอย

จากการศึกษาของผู้เขียนเอง พบว่า ไม่มีทฤษฏีใดที่จะฟันธงได้ว่า ระหว่างชาวสวนกับชาวไล่ ใครจะเป็นผู้ชนะในตลาดหุ้น แต่หากพูดถึงตลาดซื้อขายล่วงหน้าแล้ว เซียนต่างๆ ในตลาดล่วงหน้ามักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไล่ตามตลาด อย่าสวน”...ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

โดยปกติแล้ว การซื้อขายในตลาดซื้อขายล่วงหน้าผู้ลงทุนจะต้องวางเงินหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) ไว้กับโบรกเกอร์อนุพันธ์ก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย และเมื่อซื้อหรือขายฟิวเจอร์สไปแล้ว ทุกสิ้นวันโบรกเกอร์จะคำนวณว่าในวันนั้น ๆ ผู้ลงทุนได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไร และจะนำยอดกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้น มารวมกับเงินในบัญชีของผู้ลงทุน เช่น ถ้ากำไร ก็จะได้รับโอนเงินส่วนกำไรจากคู่สัญญาฝ่ายที่ขาดทุนเข้ามารวมในบัญชีหลักประกัน ในทางกลับกัน ถ้าขาดทุนก็จะถูกโอนเงินส่วนขาดทุนออกจากบัญชีหลักประกันไปให้คู่สัญญาฝ่ายที่ได้กำไรเช่นกัน ดังนั้นหากผู้ลงทุนขาดทุนจนทำให้เงินในบัญชีลดลงจนต่ำกว่าระดับเงินประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin) โบรกเกอร์ก็จะเรียกให้ผู้ลงทุนนำเงินมาวางเพิ่มเติม (Margin Call) ให้ระดับเงินในบัญชีกลับไปอยู่ที่ระดับหลักประกันขั้นต้นอีกครั้งหนึ่ง นั่นหมายความว่า หากคุณเป็นชาวสวน ที่เผอิญสวนผิดจังหวะ ช้อนซื้อฟิวเจอร์ในราคาที่คิดว่าต่ำ แล้วราคายังลงต่ำต่อไปเรื่อยๆ ก็มีโอกาสที่ชาวสวนคนนั้นต้องถือจนช้อนหักไปเลยก็ได้ อย่างไรก็ตามการคำนวณกำไรขาดทุนทุกสิ้นวัน (Mark to Market) มีข้อดีตรงที่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผู้ลงทุนในการติดตามสถานะ การซื้อขายของตน หากเกิดภาวะขาดทุน ก็สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การซื้อขายได้อย่างทันท่วงที

อ่านมาถึงตรงนี้ชาวสวนก็ไม่ต้องตกใจค่ะ เพราะไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ชาวสวนหรือชาวไล่ ก็ไม่สำคัญไปกว่าการมีความรู้ทางการเงิน อันเป็นสุดยอดเคล็ดวิชาที่อาจทำให้คุณผู้อ่าน เป็นได้ทั้งชาวสวนผู้ยิ่งใหญ่ในตลาดหุ้น และชาวไล่ผู้เกรียงไกรในตลาดล่วงหน้าค่ะ

 

<-- Back   ^ Top
© สงวนลิขสิทธิ พ.ศ. 2550 ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยผังเว็บไซต์ | ติดต่อเรา