Arbitrage บนภูกระดึง
เมื่อปลายปีที่แล้วผู้เขียนได้มีโอกาสไปเที่ยวภูกระดึง ระหว่างทางที่ลำบากลำบนในการเดินขึ้นเขานั้น ผู้เขียนสังเกตเห็นว่าราคาอาหารและเครื่องดื่มในแต่ละจุดพักมีราคาไม่เท่ากัน กล่าวคือ ยิ่งเดินขึ้นไปไกลเท่าไร ราคาก็ปรับเพิ่มขึ้นตามนั้น จึงทำให้ผู้เขียนนึกถึงแนวทางการทำกำไรอย่างหนึ่งในการลงทุน คือ การอาร์บิทราจ (Arbitrage)
การอาร์บิทราจ คือ การทำกำไรในสินค้าชนิดเดียวกัน(คุณภาพไม่แตกต่างกัน) ที่มีการซื้อขายใน 2 ตลาด ในกรณีที่ราคาของสินค้าทั้ง 2 ตลาดแตกต่างกัน ณ เวลาเดียวกัน ผู้ทำอาร์บิทราจจะซื้อสินค้าในตลาดที่มีราคาถูกกว่า แล้วไปขายในตลาดที่สินค้านั้นมีราคาสูงกว่า ดังนั้นจะได้กำไรจากส่วนต่างของราคาระหว่างตลาด จนสุดท้ายสินค้าใน 2 ตลาดเข้าสู่ภาวะสมดุล
ตามทฤษฎีตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfect Competitive Market) ผู้ค้าทุกรายจะขายสินค้าที่ราคาเดียวกัน แต่ในโลกความเป็นจริงนั้นสินค้าชนิดเดียวกันในแต่ละตลาด อาจมีราคาแตกต่างกันได้ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น สินค้าชนิดเดียวกันเมื่ออยู่ต่างสถานที่กัน อาจจะมีต้นทุนการเคลื่อนย้ายสินค้าเพิ่มขึ้นมา เป็นต้น หากยกตัวอย่างในกรณีภูกระดึง จะเห็นว่า ราคาเครื่องดื่มและอาหารที่ปรับเพิ่มขึ้นตามระยะทางนั้น เกิดจากต้นทุนของพ่อค้าแม่ค้าที่เพิ่มขึ้น จากการที่ต้องจ้างลูกหาบแบกสินค้าเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นต้นทุนค่าขนส่ง (Transportation Cost) รวมทั้งผู้ค้าต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้าที่ซื้อมา (Storage Cost) หรือต้นทุนอื่นๆ เช่น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของเงินที่จ่ายซื้อสินค้าไป เป็นต้น ต้นทุนต่างๆเหล่านี้ ก็คือ ต้นทุนจากการถือครองสินค้า (Cost-of-Carry)นั่นเอง
ในกรณีที่สินค้าชนิดเดียวกันในแต่ละตลาดมีราคาแตกต่างกัน แนวทางการทำกำไรแบบอาร์บิทราจจึงอาจใช้ได้สำหรับการลงทุนในตลาดซื้อขายต่างๆ รวมทั้งตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า โดยนักลงทุนอาจสามารถนำต้นทุนการถือครองสินค้าใช้คำนวณเพื่อหาราคาที่เหมาะสม (Fair Price) ของสินค้านั้น และในกรณีที่ราคาที่เหมาะสมของสินค้านั้น แตกต่างกันระหว่างตลาด ก็อาจทำกำไรจากส่วนต่างราคาระหว่างตลาดได้ เช่น การทำอาร์บิทราจในราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3) ระหว่าง AFET และ TOCOM แต่ก็อาจต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆเพิ่มเติมด้วย เช่น ในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน, ความสัมพันธ์ระหว่างของราคาทั้ง 2 ตลาด หรือต้นทุนในการซื้อขาย เป็นต้น
สำหรับผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับยางพารา ตามทฤษฎีแล้วอาจใช้แนวทางนี้ในการทำกำไรได้เช่นกัน หากพิจารณาแล้วว่าราคายางทั้ง 2 ตลาดมีความสัมพันธ์กัน เช่น ในกรณีที่ราคา RSS3 ใน AFET เดือนส่งมอบล่วงหน้าในอนาคต มีราคาสูงกว่าราคา RSS3 ในตลาดซื้อขายจริง (Cash Market) เมื่อรวมกับต้นทุนต่างๆที่ต้องเสีย เช่น ต้นทุนจากการถือครองสินค้า หรือต้นทุนในการซื้อขาย เป็นต้น ผู้ประกอบการอาจทำอาร์บิทราจด้วยการซื้อยางในตลาดจริง แล้วทำการขายล่วงหน้าในตลาด AFET (ซื้อถูกขายแพง) จากนั้นส่งมอบสินค้าเมื่อครบกำหนดส่งมอบก็จะได้กำไรในส่วนต่างระหว่างตลาดล่วงหน้า และตลาดจริงได้ (Cash-and-Carry Arbitrage) หรือในกรณีที่ราคาตลาดล่วงหน้าต่ำกว่าตลาดจริงก็จะทำเปิดสถานะตรงข้ามกับตัวอย่างข้างต้น (Reverse Cash-and-Carry Arbitrage)
อย่างไรก็ตาม การทำอาร์บิทราจผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้า นอกจากการคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดจากการถือครองในปัจจุบันจนถึงอนาคต ก็ต้องอย่าลืมปัจจัยในเรื่องการคาดการณ์ในอนาคตที่จะส่งผลกลับมาถึงราคาในปัจจุบันด้วยเช่นกัน


แหล่งเผยแพร่: หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน 19 มีนาคม 2555