1. ทำไมถึงต้องมีตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยหรือ AFET?
เพื่อเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าของสินค้าเกษตร โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร สหกรณ์ ผู้แปรรูป หรือผู้ส่งออกที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาก็สามารถเข้ามาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อล็อคราคาในอนาคตได้ ในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งลงทุนที่สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงสำหรับผู้ที่แสวงหากำไรจากความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร
2. ประโยชน์ของ AFET มีอะไรบ้าง?
- ราคาล่วงหน้าสามารถนำไปใช้อ้างอิงในการวางแผนการเพาะปลูกและการผลิตสินค้า
- สามารถใช้ป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้า
- สามารถให้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูงได้
3. AFET ช่วยให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพได้อย่างไร?
ราคาล่วงหน้าเกิดจากการคาดการณ์ของผู้ซื้อและผู้ขายที่มีต่อราคาในอนาคตของสินค้านั้นๆ ถ้าราคาล่วงหน้าสูงกว่าราคาในปัจจุบันก็จะจูงใจให้เกษตรกรวางแผนเพาะปลูกเพิ่มขึ้น และเมื่อถึงเวลาดังกล่าวก็จะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดมากขึ้นทำให้ราคาในขณะนั้นไม่สูงเกินกว่าที่เคยคาดไว้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาล่วงหน้าต่ำกว่าราคาในปัจจุบันก็จะทำให้เกษตรกรลดการเพาะปลูกหรือหันไปเพาะปลูกพืชชนิดอื่น และเมื่อถึงเวลาดังกล่าวก็จะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดน้อยลงทำให้ราคาในขณะนั้นตกต่ำเกินกว่าที่เคยคาดไว้ จากทั้งสองกรณีข้างต้นจะทำให้ราคาสินค้าไม่สูงและต่ำจนเกินไปซึ่งหมายความว่าราคาสินค้ามีเสถียรภาพมากขึ้นนั่นเอง
4. ผู้ที่เข้ามาซื้อขายล่วงหน้าใน AFET ต้องมีสินค้าอยู่ในมือหรือไม่?
ไม่จำเป็น เนื่องจากเป็นการซื้อขายล่วงหน้าจึงยังไม่มีการส่งมอบรับมอบกันทันที ถ้าผู้ซื้อและผู้ขายล่วงหน้าไม่ต้องการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าจริงก็ให้ทำการปิดสถานะของสัญญาล่วงหน้าที่ตนเองถือครองอยู่ก่อนที่จะครบกำหนดส่งมอบรับมอบมิฉะนั้นเมื่อพ้นวันซื้อขายสุดท้าย ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายที่ยังมีสถานะการถือครองอยู่จะต้องเข้าสู่กระบวนการส่งมอบรับมอบสินค้าจริงต่อไป
5. จริงหรือไม่ที่ AFET เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูง?
คำตอบคือ ทั้งจริงและไม่จริง สำหรับนักลงทุนที่แสวงหากำไรจากความผันผวนของราคาย่อมจะต้องแบกรับความเสี่ยงจริง แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้โดยการศึกษาข้อมูล ติดตามข่าวสาร และจะต้องมีวินัยที่ดีในการลงทุน นอกจากจะบริหารจัดการความเสี่ยงได้แล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงเนื่องจากใช้เงินลงทุนที่ต่ำ ส่วนในกรณีของผู้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแค่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาจะไม่ได้รับความเสี่ยงจากการที่เข้ามาซื้อขายล่วงหน้าใน AFET เนื่องจากเป็นการซื้อขายเพื่อล็อคราคาในอนาคตของสินค้าที่ตนเองมีอยู่นั่นเอง
6. AFET ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการเลือกสินค้าเข้ามาซื้อขายล่วงหน้า?
หลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ที่ AFET ใช้ในการพิจารณาคัดเลือกสินค้ามีอยู่ด้วยกัน 5 ข้อ ดังนี้
- เป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
- ราคาของสินค้าเกษตรต้องมีความผันผวนมากเพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาป้องกันความเสี่ยง
- มีขนาดของตลาดสินค้าเกษตรและแนวโน้มของปริมาณการผลิตหรือการค้าที่เหมาะสม
- สามารถจัดชั้นและมาตรฐานของสินค้าเกษตรนั้นได้
- มีข้อมูลข่าวสารด้านการผลิตและการค้าที่มีประโยชน์ ที่สามารถรับรู้กันได้ทั่วไป
7. ใครบ้างที่ควรเข้ามาลงทุนใน AFET?
- ผู้ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงของราคา เช่น เกษตรกร สหกรณ์ ผู้แปรรูป และผู้ส่งออกเป็นต้น
- นักลงทุนทั่วไปที่ต้องการผลตอบแทนการลงทุนที่สูง
- สถาบันการเงิน
- กองทุนรวม
- หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของราคาสินค้า
8. การเข้ามาซื้อขายใน AFET ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
- ศึกษากลไกการซื้อขายของ AFET
- ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า
- กำหนดวงเงินที่จะใช้ในการลงทุนโดยพิจารณาจากสถานภาพทางการเงิน
- เลือกบริษัทนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ
9. AFET มีกำหนดจำนวนการซื้อขายขั้นต่ำหรือไม่?
มีกำหนดไว้ว่าการซื้อขายแต่ละครั้งจะต้องไม่ต่ำกว่า 1 สัญญา
10. ทำไมถึงต้องมีการเติมเงินประกันอยู่เรื่อยๆ?
การที่ผู้ที่ซื้อขายใน AFET ถูกเรียกให้วางเงินประกันเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ แสดงว่าสัญญาล่วงหน้าที่ถืออยู่นั้นมีมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ทำให้เกิดการขาดทุนขึ้น โดยผลการขาดทุนดังกล่าวจะถูกหักออกจากเงินประกันที่วางไว้กับ AFET เมื่อจำนวนเงินประกันลดลงต่ำกว่าจะดับของเงินประกันขั้นต่ำ โบรกเกอร์ก็จะทำการเรียกเก็บเงินประกันเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนของเงินประกันขั้นต้น ส่วนการที่ถูกเรียกเก็บเงินประกันเพิ่มอยู่เรื่อยๆ แสดงว่าสัญญาล่วงหน้าที่ถืออยู่มีผลการขาดทุนอย่างต่อเนื่องซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การลงทุนเพื่อไม่ให้เกิดการขาดทุนเพิ่มมากขึ้นไปอีก ทั้งนี้โบรกเกอร์ที่ดีควรจะให้คำแนะนำกับลูกค้าเพื่อป้องกันมิให้เกิดการขาดทุนอย่างต่อเนื่องดังกล่าว
11. กำไรที่ได้จากการซื้อขายใน AFET ต้องเสียภาษีหรือไม่?
ในกรณีของบุคคลธรรมดาไม่จำเป็นต้องเสียภาษีจากกำไรที่ได้มาจากการซื้อขายใน AFET แต่ถ้าเป็นนิติบุคคลจะต้องมีการเสียภาษีจากกำไรดังกล่าว
12. อะไรคือความแตกต่างระหว่างผู้ประกันความเสี่ยงและนักลงทุนทั่วไป?
ผู้ประกันความเสี่ยงโดยส่วนใหญ่คือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวสินค้าเช่น เกษตรกร สหกรณ์ ผู้แปรรูป และผู้ส่งออกเป็นต้น ตามปกติแล้วผู้ประกันความเสี่ยงไม่ต้องการเผชิญกับความผันผวนของราคาที่อาจจะมีผลกระทบต่อธุรกิจที่ทำอยู่ และยอมรับผลกำไรที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ลดลง ในขณะที่นักลงทุนทั่วไปมักจะไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวสินค้าแต่มุ่งเน้นที่จะแสวงหากำไรจากความผันผวนของราคา ยิ่งมีความผันผวนสูงโอกาสที่จะทำกำไรได้สูงก็มีมากขึ้น ดังนั้นนักลงทุนทั่วไปมักจะเป็นผู้สร้างสีสรรให้กับตลาดล่วงหน้าโดยการรับโอนความเสี่ยงจากผู้ประกันความเสี่ยงนั่นเอง
13. การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานต่างจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคอย่างไร?
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นการวิเคราะห์โดยใช้หลักของอุปสงค์และอุปทานของตัวสินค้าเพื่อนำมาใช้ในการคาดการณ์ราคาสินค้าในอนาคต ส่วนการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นการวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลราคาในอดีตมาคาดการณ์แนวโน้มของราคาสินค้าในอนาคต
14. ควรจะมีหลักการในการเลือกบริษัทนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าอย่างไร?
บริษัทนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าหรือโบรกเกอร์ที่ดีควรจะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
- มีความรู้เกี่ยวกับตัวสินค้าเป็นอย่างดี
- มีข้อมูลข่าวสารให้กับลูกค้าเพียงพอที่จะสนับสนุนการตัดสินใจซื้อขาย
- มีการให้บริการที่ดี เช่นการให้คำแนะนำในการซื้อขายอย่างเหมาะสม การช่วยดูแลสถานะของเงินประกันอย่างใกล้ชิด และความเอาใจใส่ลูกค้า เป็นต้น
- มีใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจซื้อขายล่วงหน้าที่ถูกต้อง
15. ถ้าไม่ต้องการที่จะส่งมอบรับมอบสินค้าควรทำอย่างไรบ้าง?
- เลือกซื้อขายสัญญาล่วงหน้าที่ยังไม่ใกล้ที่จะครบกำหนดส่งมอบ
- ให้ทำการปิดสถานะการถือครองสัญญาล่วงหน้าก่อนที่สัญญาจะครบกำหนด
- ในกรณีที่จำเป็นจะต้องส่งมอบหรือรับมอบสินค้าจริง ให้ติดต่อโบรกเกอร์เพื่อทำการจัดหาหรือรับมอบสินค้าแทนนักลงทุน
16. ถ้าคู่สัญญาใน AFET บิดพลิ้วไม่ทำการส่งมอบหรือรับมอบสินค้า จะเกิดอะไรขึ้น?
ถ้าคู่สัญญาบิดพลิ้วไม่ทำการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าจะถือว่าเป็นการผิดสัญญา AFET จะทำการปรับและนำหลักประกันการส่งมอบรับมอบของคู่สัญญานั้นไปชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงให้กับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่บิดพริ้วสัญญา
17. จริงหรือไม่ที่การลงทุนใน AFET เป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ?
ไม่จริง เนื่องจากการลงทุนใน AFET ก็เป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งเหมือนกันกับการลงทุนโดยทั่วไปที่จะต้องมีการศึกษากติกาการลงทุนให้เข้าใจ มีที่ปรึกษาการลงทุน (โบรกเกอร์) ที่เหมาะสม และทดลองทำการซื้อขายในปริมาณไม่มากเพื่อทำความเข้าใจกับจิตวิทยาการลงทุนของผู้ที่ลงทุนในตลาด สำหรับการที่คิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจอาจเป็นเพราะการซื้อขายล่วงหน้าเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน
18. จะหาข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายล่วงหน้าใน AFET ได้จากที่ไหนบ้าง?
นักลงทุนสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายล่วงหน้าใน AFET ได้จากหลายแหล่งด้วยกัน เช่น การรายงานทางโทรทัศน์ ทางหนังสือพิมพ์ และทางเว็บไซต์ของ AFET เป็นต้น นอกจากนี้นักลงทุนอาจจะหาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของบริษัทโบรกเกอร์ ซึ่งจะมีบทวิเคราะห์ และข้อมูลอื่นๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุน