ความสำคัญของข้าว
ข้าว "Oryza Sativa" เป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่สำคัญของสังคมเกษตรกรรมทุกสังคมในโลก และได้หลอมรวมกับวัฒนธรรมการดำรงชีวิต การกินอยู่ ความเชื่อของมนุษย์ ในประเทศไทยเรา ข้าวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยและเป็นอาหารหลักที่สำคัญที่สุด คนไทยในระดับชาวบ้านให้พระแม่โพสพเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความสำคัญของข้าว สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ให้ความสำคัญต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวผ่านทางพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
คนไทยนั้นคนไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นวิถีชีวิตของคนไทย เราจะเห็นได้จากคำทักทายของคนไทยเวลาพบกันทักทายและถามไถ่ว่า "ไปไหนมา กินข้าวหรือยัง" ประโยคนี้แสดงถึงความสำคัญของคนไทยกับข้าวได้เป็นอย่างดี
ในปัจจุบันข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากที่สุดของไทย เพราะนอกจากจะใช้บริโภคภายในประเทศแล้วข้าวยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้จากการส่งออกเป็นอันดับ 10 ของมูลค่าส่งออกของสินค้าทั้งหมดในปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตข้าวเจ้าในปี 2545 ถึง 17.125 ล้านตันข้าวสาร ใช้บริโภคภายในประเทศ 9.88 ล้านตันข้าวสาร และส่งออก 7.245 ล้านตันข้าวสาร
การผลิตข้าว
ข้าวที่ชาวไทยนิยมบริโภคจะเป็นข้าวเจ้าและข้าวเหนียว โดยที่ข้าวเจ้านิยมบริโภคในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ ส่วนข้าวเหนียวนิยมบริโภคในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวเหนียวนิยมผลิตและบริโภคภายในครัวเรือนเมื่อเหลือจึงจะนำออกขายดังนั้นข้าวเหนียวที่นำมาใช้บริโภคจึงมีจำนวนไม่มากนัก ข้าวประเภทที่ปลูกในประเทศไทยเป็นข้าวที่นิยมบริโภคเป็นข้าวเจ้าประเภทที่เรียกว่า "ข้าวอินดิกา" ซึ่งเป็นข้าวเจ้าที่มีลักษณะเมล็ดยาว ต้นสูง ต้องการช่วงแสงที่สั้นกว่า 12 ชั่วโมง ไม่ค่อยตอบสนองต่อปุ๋ย ให้ผลผลิตที่ค่อนข้างต่ำแหล่งผลิตข้าวส่วนใหญ่ของไทยจะอยู่ในแถบที่ราบลุ่มภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้
ปรกติชาวนาไทยจะเพาะปลูกข้าวในช่วงฤดูฝนที่เรียกว่า "ข้าวนาปี" ซึ่งเป็นช่วงราวช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน และมีผลผลิตออกสู่ตลาดราวเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ส่วนข้าวที่ปลูกนอกฤดูฝนเรียกว่า "ข้าวนาปรัง"มักจะปลูกในเขตที่มีการชลประทานที่ดีเพราะการปลูกข้าวนั้นต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งโดยปรกติจะทำได้ปีละประมาณ 3-4 ครั้ง เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในประเทศไทยจะผลิตข้าวนาปีออกสู่ตลาดเกือบเป็น 4 เท่าของการผลิตข้าวนาปรัง โดยพันธุ์ข้าวที่ปลูกนั้นในอดีตชาวนาจะเป็นผู้คัดเลือกพันธุ์เพื่อทำการเพาะปลูกเอง
ปัจจุบันหน่วยงานรัฐบาลโดยหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร สถาบันข้าวปทุมธานี กรมวิชาการเกษตรเป็นเป็นผู้ที่มีบทบาทในด้านการสนับสนุนด้านการปลูกข้าว และเทคโนโลยีการปลูกข้าว
แต่เป้าหมายเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดนั้น อาจจะเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจของเกษตรกรแต่ละคนเพราะปัจจัยการผลิตย่อมไม่เหมือนกัน เช่นบางคนอาจจะมีที่นาเป็นของตนเอง บางรายอาจจะต้องเช่าที่นา และพื้นที่ย่อมมีธาตุอาหารที่ไม่เหมือนกันต้องการการใช้ปุ๋ยที่ไม่เหมือนกัน เกษตรกรเองย่อมรู้ข้อจำกัดของปัจจัยการผลิตของตนเองและสามารถเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการผลิตของตนเองได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรจะคาดคะเนว่าข้าวเปลือกที่ตนจะขายในอนาคตได้เท่าไร จากนั้นจึงควบคุมการผลิตของตนเอง เช่นถ้าคาดว่าข้าวราคาจะดีก็จะใส่ปุ๋ยมากขึ้นและจะใส่ปุ๋ยน้อยลงถ้าคาดว่าราคาข้าวจะไม่ดี
ข้าวเมื่อผลิตจากการคาดเดาราคาอนาคตตามข้อมูลที่มีอยู่ย่อมจะไม่แน่นอน เนื่องจากเกษตรกรจะคาดเดาราคาจากราคาข้าวในปีที่ผ่านมา ประกอบกับข้อมูลการส่งเสริมการผลิตจากหน่วยงานรัฐบาลเป็นข้อมูลในการตัดสินใจผลิตในปัจจุบัน ถ้าราคาข้าวในปีที่ผ่านมาดีย่อมมีผลจูงใจให้เกษตรกรผลิตมากกว่าในปีที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกต่ำลง ถ้าราคาข้าวในปีที่ผ่านมาไม่ดีเกษตรกรจะตัดสินใจลดการผลิตลง ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดน้อยลงส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกสูงขึ้น
เมื่อผลผลิตออกมาสู่ตลาดแล้ว รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน มีหน้าที่ในการกำกับดูแลข้าวที่ออกสู่ตลาด รักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกและข้าวสาร กรมการค้าต่างประเทศ ดูแลเรื่องการส่งออกข้าว และรัฐบาลยังมีมาตรการในการช่วยเหลือโดยการพยุงราคาข้าวเปลือกเช่นการรับจำนำข้าวเปลือกผ่านทางองค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หน่วยงานรัฐบาลเหล่านี้โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน มีหน้าที่ในการติดตามภาวะราคาข้าวและใช้มาตรการแทรกแซงตามนโยบายของรัฐบาล
|